Back to Languages

    Thai - Chapter 79

    Translation by Group From The Society Of Graduates Of Thai Universities And Institutes

    Verse 1

    ขอสาบานด้วย (มลาอิกะฮฺ) ผู้ฉุดกระชาก (วิญญาณของผู้ปฏิเสธศรัทธา) อย่างแรง

    Verse 2

    ขอสาบานด้วย (มลาอิกะฮฺ) ผู้ชัก (วิญญาณของผู้ศรัทธา) อย่างแผ่วเบา

    Verse 3

    ขอสาบานด้วย (มลาอิกะฮฺ) ที่แหวกว่ายในท้องนภากาศ

    Verse 4

    แล้วพวกเขา (มลาอิกะฮฺ) ผู้รีบรุดหน้าไปอย่างว่องไว

    Verse 5

    แล้วพวกเขา (มลาอิกะฮฺ) ผู้บริหารกิจการ

    Verse 6

    วันซึ่งการเป่าสังข์ครั้งแรกทำให้สั่นสะเทือน

    Verse 7

    การเป่าสังข์ครั้งสองจะติดตามมา

    Verse 8

    ในวันนั้นดวงจิตทั้งหลายจะตระหนก

    Verse 9

    สายตาของพวกเขาจะละห้อย

    Verse 10

    พวกเขาจะกล่าวว่า พวกเราจะถูกให้กลับไปอยู่ในสภาพเดิมอีกกระนั้นหรือ

    Verse 11

    เมื่อเราได้กลายเป็นกระดูกที่ผุแล้วกระนั้นหรือ

    Verse 12

    พวกเขากล่าวว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นก็เป็นการกลับไปที่ขาดทุน

    Verse 13

    ความจริงมันเป็นเพียงเสียงก้อนครั้งเดียวเท่านั้น

    Verse 14

    แล้วเมื่อนั้นพวกเขาก็จะออกมายังที่ราบโล่ง

    Verse 15

    เรื่องราวของมูซาได้มาถึงเจ้าแล้วมิใช่หรือ

    Verse 16

    ขณะที่พระเจ้าของเขาทรงเรียกเขาที่หว่างหุบเขาฏุวาอันบริสุทธิ์

    Verse 17

    เจ้าจงไปหาฟิรเอานฺ เพราะเขาละเมิดฝ่าฝืน

    Verse 18

    แล้วจงกล่าวว่า ท่านประสงค์จะซักฟอกไหม

    Verse 19

    และจะให้ฉันนำท่านไปสู่พระเจ้าของท่านไหม เพื่อท่านจะได้ยำเกรง

    Verse 20

    แล้วมูซาก็แสดงให้เขาเห็นสัญญาณอันยิ่งใหญ่

    Verse 21

    แต่เขาได้ปฏิเสธและดื้อรั้น

    Verse 22

    แล้วเขาก็ผินหลังกลับหนีออกไปอย่างเร็ว

    Verse 23

    แล้วเขาก็ได้เรียกชุมนุม แล้วประกาศออกไป

    Verse 24

    แล้วกล่าวว่า ฉันคือพระเจ้าสูงสุดของพวกท่าน

    Verse 25

    ดังนั้นอัลลอฮ์จึงคร่าเขาเป็นการลงโทษที่เป็นแบบอย่างทั้งในปรโลกและในโลกนี้

    Verse 26

    แท้จริงในการนี้ย่อมเป็นข้อเตือนใจสำหรับผู้ยำเกรงของอัลลอฮ์

    Verse 27

    พวกเจ้าลำบากยิ่งในการสร้างกระนั้นหรือ หรือว่าชั้นฟ้าที่พระองค์ทรงสร้างมัน

    Verse 28

    พระองค์ทรงยกให้มันสูงขึ้นแล้วทรง ทำให้มันสมบูรณ์

    Verse 29

    และทรงทำให้กลางคืนของมันมืดทึบ และทรงทำให้ความสว่างของมันออกมา

    Verse 30

    และหลังจากนั้นทรงทำให้แผ่นดินเป็นพื้นราบเรียบ

    Verse 31

    ทรงให้ออกมาจากแผ่นดินเป็นน้ำของมัน และทุ่งหญ้าของมัน

    Verse 32

    ส่วนเทือกเขานั้นทรงทำให้มันมั่นคง

    Verse 33

    ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยยังชีพสำหรับพวกเจ้า และสำหรับปศุสัตว์ของพวกเจ้า

    Verse 34

    ดังนั้นเมื่อความหายนะอันใหญ่หลวงได้เกิดขึ้น

    Verse 35

    เป็นวันที่มนุษย์จะนึกถึงสิ่งที่เขาได้ขวนขวายไว้

    Verse 36

    และนรกหรือเปลวไฟจะถูกเผยให้แก่ผู้ที่มองมัน

    Verse 37

    ส่วนผู้ที่ละเมิดฝ่าฝืนนั้น

    Verse 38

    และเขาได้เลือกเอาการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้

    Verse 39

    ดังนั้นนรกหรือเปลวไฟคือที่พำนักของเขา

    Verse 40

    และส่วนผู้ที่หวาดหวั่นต่อการยืนเบื้องหน้าพระเจ้าของเขา และได้หน่วงเหนี่ยวจิตใจจากกิเลสต่ำ

    Verse 41

    ดังนั้นสวนสวรรค์ก็จะเป็นที่พำนักของเขา

    Verse 42

    พวกเขาจะถามเจ้าถึงยามอวสาน (วันกิยามะฮฺ) ว่า เมื่อใดเล่ามันจะเกิดขึ้น

    Verse 43

    ด้วยเหตุอันใดเจ้าจึงชอบกล่าวถึงมันนัก

    Verse 44

    ยังพระเจ้าของเจ้าเท่านั้นคือวาระสุดท้ายของมัน

    Verse 45

    ความจริงเจ้าเป็นแต่เพียงผู้ตักเตือนแก่คนที่หวาดหวั่นมัน (วันกิยามะฮฺ) เท่านั้น

    Verse 46

    วันที่พวกเขาจะเห็นมัน (วันกิยามะฮฺ) ประหนึ่งว่าพวกเขามิได้พำนักอยู่โลกนี้เว้นแต่เพียงชั่วครู่หนึ่งของยามเย็นและยามเช้าของมันเท่านั้น